เรียนลัด Elliott Wave

Briefly Elliott Wave Method

 

ชื่อโีปรเจ็ค

Briefly Elliott Wave Method

วัตถุประสงค์และเป้าหมาย

1.) เพื่อให้ผู้ที่สนใจแนวคิดทฤษฎี Elliott Wave แต่ไม่ต้องการศึกษาทฤษฎีซึ่งมีความสลับซับซ้อนทั้งหมด ได้ใช้งานและเห็นภาพ Concept ของ Elliott Wave ได้ง่ายขึ้น

2.) เพื่อให้ผู้ที่เริ่มต้นศึกษา Elliott Wave ได้มองเห็นภาพของตัวทฤษฎีได้ชัดเจนขึ้นเพื่อให้ง่ายแก่การศึกษาในอนาคต

3.) เพื่อให้ผู้ที่มีความรู้ในตัวทฤษฎีดีอยู่แล้วแต่ยังไม่สามารถใช้งานใน สถานการณ์จริงได้ ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไอเดียร์ในการใช้งานจริง

4.) เพื่ออธิบายข้อถกเถียงในหลายๆกรณีเช่น อีเลียตเวฟใช้งานจริงไม่ได้ อีเลียตเวฟตรวจสอบไม่ได้ แต่ละคนนับไม่เหมือนกัน เป็นต้น โดยแนวคิดหรือ Concept ของ Briefly Elliott Wave Method นี้จะเป็นเครื่องมืออธิบายข้อถกเถียงเหล่านั้นได้ง่ายและกระชับที่สุด

วิธีการนี้เป็นวิธีการหา สภาวะตลาด รวมถึงการตั้งสมมติฐานในทฤษฎี Elliott Wave ด้วย แต่วิธีการของ Elliott Wave นั้นค่อนข้างที่จะมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่านี้มาก เพราะต้องหารูปแบบที่จบไปแล้วเพื่อที่จะคำนวณหา Effect ของมัน นอกจากนั้นยังต้องหารูปแบบการปรับตัว (Correction) เพื่อคำนวณหา Effect และตรวจสอบการจบ ตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบเพื่อคำนวณหาจุดเข้าออก

วิธี การ Briefly Elliott Wave Method นี้ผมตัดขั้นตอนต่างๆออกโดยยังคงกลิ่นอายของความเป็น Elliott Wave เอาใว้ด้วยขั้นตอนการหาระดับของ Degree แบบง่ายๆแต่ทว่ามีประสิทธิภาพ ตามแนวคิดการทำกำไรของ Elliott Wave คือเราจะทำกำไรในช่วงที่แนวโน้มอยู่ในสภาวะแข็งแกร่งคือในช่วงของคลื่น 3 หรือคลื่น C ถ้าใครที่ศึกษา Elliott Wave จะไม่ค่อยมีปัญหาในการยืนยันคลื่น 3 หรือคลื่น C แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ศึกษามาทางนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะยืนยันคลื่นต่างๆได้ อย่างถูกต้อง ผมจึงทำแนวทางในการศึกษาแบบง่ายๆให้ลองศึกษากันดูเพื่อเป็นไอเดีย แต่ก่อนจะไปที่หลักการดังว่าให้ศึกษาเรื่อง สภาวะตลาด และ Fibonacci Relationships แบบ Internal Relationships ก่อนครับ

- ทฤษฎี Briefly Elliott Wave Method นี้มีแบบแผนมาจากทฤษฎี Elliott Wave ก็จริงแต่ก็ยังไม่ใช่ Elliott Wave โดยแท้ เพื่อไม่ให้เป็นการสับสนผมจึงไม่ใช้สัญลักษณ์ที่ใช้ใน Elliott Wave มาอธิบาย

- ทฤษฎีนี้ใช้ใด้กับทุก Time Frame ขึ้นอยู่กับว่ารูปแบบเกิดขึ้นที่ Time Frame ไหนเป็นสำคัญ

- ผมอธิบายเฉพาะขาขึ้นเท่านั้น ขาลงก็ให้ใช้วิธีส่องกระจกเอาครับ (mirror)

- Briefly Elliott Wave Method ถือเป็นทรัพย์สินของ www.advance-elliottwave.com จะดีมากๆหากการนำไปเผยแพร่ต่อนั้นให้เครดิตกับ www.advance-elliottwave.com จักขอบพระคุณมากครับ

 

ขั้นตอน

 

1. Important High-Low นั้นมีวิธีการดูหลายแบบเช่น ที่จุดสูงเก่า-ต่ำเก่า, ตัวเลข Fibo 38.2% 61.8% หรือเครื่องมือต่างๆที่สามารถบอกแนวรับ-แนวต้านได้

 

2. Step 1 ขั้นตอนนี้คุณต้องมองการปรับฐานให้ออก การปรับฐานนั้นมีทั้งการปรับฐานใหญ่และปรับฐานย่อยต้องมองให้ออกก่อน วิธีการก็คือให้ดูที่ขนาดของมันทั้งในแง่ของเวลาและราคาแล้วจับมันเอาใว้ เป็นกลุ่มๆ ใหญ่อยู่กลุ่มใหญ่ เล็กอยู่กลุ่มเล็ก ดังรูปปรับฐานย่อยคือเส้นประสีแดง ปรับฐานใหญ่คือในกรอบสีเขียว เมื่อราคาวิ่งลงมาถึงจุดต่ำสุดที่มีนัยสำคัญและเงยหัวขึ้นมากลายเป็น Segment X ให้รอก่อนเพราะคุณจะไม่มีทางรู้ได้ว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นขึ้นจริงหรือไม่ อาจเป็นแค่การปรับฐานของขาลงแล้ววิ่งลงต่อก็ได้ จากนั้นปล่อยให้ราคาปรับตัวตามรูปคือ Retracement B พอราคาจะวิ่งขึ้นไป Break Out ยอด Segment X ให้คุณเปรียบเทียบขนาดของ Retacement B ว่าขนาดของมันใกล้เคียงกับขนาดของ Retacement A หรือไม่ (ทั้งในแง่ของราคาและเวลา) คือดูว่ามันเป็นการปรับฐานเล็กๆหรือปรับฐานใหญ่นั่นเอง หากขนาดของมันมีขนาดเล็กมากๆเมื่อเทียบกับ Retacement A มันจะเป็นแค่การปรับฐานย่อยๆหรือที่เรียกกันว่าคลื่นย่อยนั่นแหร่ะครับเราก็ ปล่อยมันและรอต่อไป แต่หากรูปแบบ Retacement B มีขนาดโตกว่าการปรับฐานย่อยอย่างเห็นได้ชัดเจน (เส้นประสีแดง) และใกล้เคียงกับ Retacement A ก็ไป Step ที่ 2 ต่อ

 

(2.1) สาเหตุที่ต้องเปรียบเทียบขนาดของการปรับฐาน (เวลาและราคา) ของ Retracement A และ Retracement B ให้มีขนาดที่ใกล้เคียงกันก็เพื่อเป็นการยืนยันความยาวของส่วนที่มีแนวโน้มใน Time Frame นั้นๆ (Segment Z) อธิบายเพิ่มเติมหากเราใช้การ Break Out ของปรับฐานย่อย (เส้นประสีแดง) ราคาจะไม่สามารถวิ่งยาวได้ถึงตัวเลข 100, 138.2 และ 161.8 ของ Segment X ได้ ฉะนั้นเราต้องเล่นในคลื่นที่มีระดับชั้นเดียวกัน (Degree) จึงจะหาเป้าหมายใน Time Frame นั้นๆได้

 

3. Step 2 รอให้การปรับตัว Retacement B จบและราคาวิ่งขึ้นไป Break Out ยอด Segment X ขั้นตอนนี้ให้ระวังเท่านั้นอย่าเพิ่งเข้าซื้อ-ขาย เพราะราคามีโอกาสร่วงกลับไปอีกได้ รอการยืนยันจากการปรับฐานย่อยหรือคลื่นย่อยก่อนครับ

 

4. Step 3 ปล่อยให้ราคาวิ่งจนเกิดการปรับฐานย่อย โดยเปรียบเทียบขนาดจากคลื่นย่อยเส้นประสีแดงในรูป เมื่อราคา Break Out การปรับฐานย่อย ให้ Buy ที่หลัง Break Out ย้ำว่าหลัง Break Out เผื่อแค่ไหนให้กะระยะตามความเหมาะสมในแต่ละ Time Frame จะดีมากๆหากสามารถตั้ง Buy Stop - Sell Stop ใด้

 

(4.1) การปรับฐานย่อยนั้นบางครั้งอาจต้องลงไปดูใน Time Frame ที่ต่ำกว่าเช่นเราวิเคราะห์ที่ Time Frame 4 ชม. อาจต้องลงไปดูการปรับฐานย่อยที่ Time Frame 1 ชม. เพื่อให้เห็นการปรับตัวชัดเจนเป็นต้น

 

5. Step 4 ตั้ง TP ใว้ที่ก่อนระดับ 100%, 138.2% และ161.8% ย้ำว่าก่อนระดับ 100%, 138.2%, 161.8% โดยเปรียบเทียบสัดส่วนแบบ Internal Relationships ระหว่าง Segment X กับ Segment Z  อ่าน Internal Relationships อธิบายคือหากราคาทะลุ 100% ไปได้ ให้มองที่ 138.2% และหากทะลุ 138.2% ไปได้อีกเป้าหมายสุดท้ายมองที่ 161.8% ตามลำดับครับ

 

6. การเล่นหลังระดับ 161.8% ขึ้นไปค่อนข้างที่จะต้องใช้ความรู้ด้าน Elliott Wave เต็มรูปแบบ เพราะเป็นสภาวะที่ตลาดเข้าสู่สภาวะแสดงความอ่อนแอ ซึ่งจากระยะนี้เป็นต้นไปราคาสามารถเป็นไปได้หลากหลาย อาจเปลี่ยนทาง หรือปรับตัวครั้งใหญ่แล้ววิ่งไปตามแนวโน้มเดิมก็ได้

 

7. Stop Loss ให้ขีดเส้น Trendline ดังรูปโดยเราจะเรียกเส้นนี้ว่า Trendline 0-Y เส้นนี้จะเป็นเส้นที่เราใช้ Stoploss คือหากราคาลงมาแตะหรือตัดเส้น 0-Y นี้เราจะปิดสถานะทันทีไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนก็ตาม

 

8. สิ่งสำคัญอีกประการคือการตรวจสอบสภาวะตลาดว่าอยู่ในช่วงใด คุณต้องรู้ตำแหน่งของตัวเองหากเข้าไปอยู่ในตลาดแล้ว สำคัญกว่าคือคุณต้องรู้และอ่านสภาพตลาดให้ขาดก่อนเข้าทำการซื้อ-ขาย โดยศึกษา สภาวะตลาด ให้เข้าใจก่อนในอันดับแรก ในทฤษฎี Briefly Elliott Wave Method นี้จะบอกสภาวะของการเริ่มสร้างแนวโน้มและสภาวะแนวโน้มแข็งแกร่งให้กับคุณ ให้คุณอนุมานเอาว่าหลังระยะ 161.8% เป็นสภาวะที่ 3 คือการแสดงท่าทีหมดแนวโน้ม (บางทีคุณอาจตรวจสอบสัณญาณ Divergence จาก Indicator ที่ตำแหน่งนี้ร่วมด้วยก็เป็นวิธีการที่ดี) บางครั้งคุณอาจพบว่าตำแหน่งปัจจุบันนี้คือเหนือระดับ 138.2% ซึ่งยังอยู่ในสภาวะที่ 2 (แนวโน้มแข็งแกร่ง) ตำแหน่งนี้สามารถเข้าทำการซื้อขายได้แต่เป็นตำแหน่งที่ใกล้จะสิ้นสุดแนวโน้ม แล้ว คุณอาจกำหนดกลยุทธ์แบบวาง Lot Size น้อยๆเก็บระยะสั้นๆโดยลงไปดูใน Time Frame ที่ต่ำกว่าอย่างนี้เป็นต้น หากคุณพบว่าสภาวะอยู่ในตำแหน่งของการเริ่มต้นแนวโน้มสิ่งที่ต้องทำคือรอการ ปรับตัวใน Retracement B ให้จบก่อนเท่านั้น

 

9. ในการหาเป้าหมายนั้นให้ระวังแนวรับ-แนวต้านที่เป็นสูงเก่า-ต่ำเก่า (High-Low)  และตัวเลขเปอร์เซ็น Retracement 38.2%, 61.8% หากคลื่นปัจจุบันที่คุณเล่นอยู่นี้เป็นคลื่นปรับฐานของคลื่นก่อนหน้า

 

สรุป คุณต้องทราบตำแหน่งของสถานะในปัจจุบันเพื่อที่จะมี Action กับตลาดได้อย่างเหมาะสม หากคุณรู้สึกมึนงงกับสภาพตลาดที่เป็นอยู่ก็แสดงว่านี่ไม่ใช่โอกาสของคุณอย่า ฝืนลงไปคลุกฝุ่นกับผู้คนในตลาดให้คุณพักสินทรัพย์ตัวนี้เอาใว้ก่อน แล้วไปสังเกตการณ์สินทรัพย์ตัวอื่นๆแทน ตลาดที่ทำกำไรได้คือตลาดที่คุณมองออก มองอย่างเป็นระเบียบและเห็นเป็นระบบ ตลาดที่ยุ่งเหยิงคือตลาดที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางได้ผู้คนส่วนใหญ่ในตลาดเอง ก็ยังไม่ทราบว่าจะไปกันทางไหนดีวิ่งชนกันไปมา เหล่านี้จะต้องสะท้อนออกมาทางรูปแบบกราฟราคาทั้งสิ้น... สิ่งที่ต้องทำคือ "รอ" อย่าลงไปเล่นในเกมที่คุณไม่รู้จักมัน...

 

 

 

"เข้าใจสภาวะ มีปฏิกริยาอย่างเหมาะสม" ...

 

 

 

หน้า 2 จะเป็นส่วนเสริมที่ช่วยวิเคราะห์ความยาวของคลื่น Z


 

ส่วนเสริม 1 ใช้ดูว่าคลื่น Z จบได้หรือยัง

 

วิธีการคือให้ขีดเส้นเทรนไลน์ 0-Y เส้นนี้จะเป็น Base Line ต่อมาให้ขีดเส้นผ่านจุด X โดยให้ขนานกับเส้น 0-Y ดังรูป และพิจารณาดังนี้

 

1. รูปแบบที่สามารถจบได้

รูปบนแสดงถึงคลื่น Z ที่สามารถจบได้คือคลื่น Z ต้องยืนอยู่เหนือหรือต่ำกว่าเส้นขนาน X แบบอย่างนี้ราคาสามารถจบรูปแบบได้เมื่อมันถึงเป้าหมาย (ตัวเลข Fibonacci Relationship)

 

 

 

2. รูปแบบที่ไม่สามารถจบได้

 

รูปบนหากคลื่น Z ลงมาหยุดอยู่ที่เส้นขนาน X แล้วปรับตัวขึ้นไปอย่าเพิ่งเปิดสถานะ Buy Position นะครับเพราะว่า Price Action อย่างนี้แสดงถึงรูปแบบที่ยังไม่สามารถจบได้มันจะต้องสร้างรูปแบบเพื่อลง ต่อตามทิศทางเดิม สรุปคือหากคลื่น Z มาหยุดอยู่ที่เส้นขนาน X มันจะไม่สามารถจบรูปแบบได้ครับ

รูปบนแสดงการไปต่อของคลื่น Z หลังจากวิ่งมาชนเส้นขนาน X แล้วปรับตัวขึ้น จากนั้นก็วิ่งต่อตามทิศทางเดิม

รูปบน หากราคาลงมาชนเส้นขนาน X มันจะปรับตัวเต็มที่ไม่เกิน 61.8% ของรูปแบบทั้งหมดแล้ววิ่งลงต่อตามทิศทางเดิม

 

 

 

*หลักการนี้ก็เป็นวิธีการตรวจสอบการจบของรูป แบบที่ใช้ในทฤษฎี Elliott Wave ซึ่งใช้ได้ทั้งรูปแบบปรับตัว (Correction) และ Impulsion ครับ

 

 

 

 

 

ส่วนเสริม 2 ใช้ดูว่าคลื่น Z ควรมีความยาวเท่าไร

 

- วิธีการคือดูรูปแบบของคลื่น Y ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งในทฤษฎี Elliott Wave นั้นค่อนข้างที่จะละเอียดและซับซ้อนเป็นอย่างมากสำหรับเนื้อหาในส่วนนี้อ่าน เพิ่มเติมได้ในบทเรียน Elliott Wave เรื่อง Correction

 

- คลื่น Y นั้นภาษา Elliot Wave เราเรียกว่า Correction หรือคลื่นปรับตัว มีอยู่ 3 รูปแบบใหญ่ๆด้วยกันคือ Flat หน้าตามันจะแบนๆ, Zigzag หน้าตาโดยรวมมันจะเป็นมุมแหลมๆ และสุดท้ายคือ Triangle หรือสามเหลี่ยมซึ่งต้องมี 5 คลื่นไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้

 

- ผมจะแยกผลลัพธ์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ หนึ่งแบบที่คลื่น Z ยาวเต็มที่ 100% ของ X และแบบที่สองคือคลื่น Z มีโอกาสยาวได้ถึง 161.8% ของคลื่น X

รูปบนแสดงคลื่น Z ยาวเต็มที่ 100% ของ X วิธีวิเคราะห์ให้ดูที่คลื่น Y ต้องเป็นรูปแบบ Zigzag หรือเป็นมุมแหลมๆดังรูปซ้ายสุด และอีกแบบคือเป็นรูปแบบ Triangle ดังสองรูปที่เหลือซึ่ง Triangle นี้ต้องดูให้แน่ใจว่ามันมี 5 คลื่นต้อง 5 คลื่นเท่านั้นไม่ใช่ 3 คลื่น หากเราพบว่าคลื่น Y เป็นรูปแบบดังภาพประกอบให้เราตั้ง Take Profit ไม่เกิน 100%

 

*หากคลื่น Y เป็นรูปแบบ Triangle และ Zigzag ไม่ได้หมายความว่ามันจะยาวเกิน 100% ไม่ได้ แต่ตามสถิติในทฤษฎี Elliott Wave แล้วมันมีโอกาสยาวเท่ากับคลื่น X หรือ 100% ของคลื่น X เท่านั้น

 

ต่อมาเป็นรูปแบบที่บ่งบอกว่าคลื่น Z ยาวถึง 161.8% ของคลื่น X แน่นอน

 

 

 

รูปบน หากคลื่น Y เป็นรูปแบบแบนๆหรือ Flat หรือมองแล้วเป็นไซเวย์ที่ขนานกันดังภาพประกอบ รูปแบบนี้คือ Flat เป็นรูปแบบที่บ่งบอกว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นในแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้น ใหม่นี้สูงมาก ฉะนั้นคลื่น Z มีโอกาสยาวถึง 161.8% ของคลื่น X แน่นอน

*ไม่บ่อยครั้งนักที่คลื่น Y เป็นรูปแบบ Flat แล้วคลื่น Z จะยาวไม่ถึง 161.8% ของคลื่น X แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้น แต่ก็เ็ป็นเปอร์เซ็นที่น้อยมาก 80-90% โดยประมาณคลื่น Z ต้องยาวถึง 161.8% ของคลื่น X

 

 

ให้ลองฝึกฝนดูครับ เมื่อคล่องแคล่วดีแล้วอาจใช้ร่วมกับ Indicator หรือเทคนิคอื่นๆก็ได้แล้วแต่เราจะพัฒนา ขอให้โชคดีในการเทรดทุกท่านครับ

 

Briefly Elliott Wave Method ถือเป็นทรัพย์สินของ www.advance-elliottwave.com