วางแผนเพื่อขาดทุน

 

- บทความนี้ไม่ใช่บทความโชว์ผลงาน
- ตัวอย่างเป็นตลาดต่างประเทศ (Forex, Commodities) หน่วยเป็น USD
- ตัวอย่างนี้เป็นวันที่ Worst Case ที่สุดวันหนึ่ง ตลาดไม่เป็นไปตามทฤษฎีเสียส่วนใหญ่ ในวันที่ตลาดมีการเคลื่อนไหวไม่ผิดปกติมากนัก Win/Loss Ratio ย่อมสูงกว่าแน่นอนคืออยู่ระหว่าง 70-90 ครั้งต่อการซื้อขายทั้งหมด 100 ครั้ง

.....ตัวอย่างนี้เป็นผลงานในวันหนึ่งของการทำงาน (เทรด) ผมพยายามเลือกวันที่เป็น Worst Case มาเป็นตัวอย่าง คือเอาวันที่ตลาดมันย่ำแย่ต้องตัดขาดทุนมากกว่า Take Profit ดูเหมือนว่าวันนี้จะไม่ใช่วันของผมเลย ดังตัวอย่าง ซื้อขาย 7 ครั้ง Loss 4 ครั้ง แต่ Win แค่ 3 ครั้งเท่านั้น เห็นสัดส่วนนี้แล้วคุณรู้สึกอย่างไร? เชื่อว่าหลายคนคงรับรู้ได้ถึงความเครียดและโหดร้าย แต่จะเชื่อไหมครับถ้าผมบอกว่า "ผมเฉยๆ" ถึงจะต้องตัดขาดทุนมากกว่านี้ผมก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะผมวางแผนเพื่อขาดทุนทุกครั้งที่เข้าซื้อขายอยู่แล้ว
.....มาดูว่าวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมเริ่มต้นวันด้วยการวางแผนการขาดทุนที่เกือบๆ 4,000 บาท (แน่นอนว่ามันเป็นจำนวนเงินที่ผมรับได้สบายๆ) และผมสูญเสียมันไปตามแผนที่วางไว้ และวันนั้นตลอดทั้งวันผมก็ได้บ้างเสียบ้าง รวมแล้วสูญเสียไปทั้งสิ้น 4 ครั้งจากการซื้อขาย 7 ครั้ง เป็นวันที่ย่ำแย่จริงๆ หลายคนคิดอย่างนี้
.....พูดแล้วเหมือนโกหก วันที่แสนแย่อย่างวันนั้นผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันเลย (เพราะผมวางแผนที่จะเสียทุกครั้งอยู่แล้ว) อันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่เฉพาะวันนั้นเท่านั้น วันอื่นๆก็เช่นกัน ซึ่งอาจเป็นวันที่กำไรทั้งวัน หรือวันที่ขาดทุนหลายๆครั้งอย่างวันที่พูดถึงกันอยู่นี้ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นวันที่กำไรหรือวันที่ขาดทุน วันเหล่านั้นล้วนเป็นวันที่แสนธรรมดา ไม่ตื่นเต้นยินดีเมื่อกำไรและไม่เสียดายเมื่อขาดทุนตราบเท่าที่ทุกอย่างยัง อยู่ในแผนและผมยังทำตามแผนการ
.....แล้วผมควรจะเครียดเมื่อไร ผมจะเครียดทันที่เมื่อผมสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ว่ากำไรนั้นมาจากการทำผิดไปจากแผนการและรูปแบบที่วางไว้
.....ลองมาดูตัวอย่างกัน รูปนี้จะเห็นว่าผมเปิดวันด้วยการขาดทุนร่วม 4,000 บาท นี่คือการขาดทุนในแผน แต่สมมติว่าผมเกิดเสียดายเงิน 4,000 บาทขึ้นมาโดยการเลื่อนจุดตัดขาดทุนออกไป ผมอาจโชคดีถ้าราคากลับมาบวก แต่ถ้าวันนั้นเป็นวันที่พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกขึ้นมา การขาดทุนจะวิ่งกระฉูดจาก 4,000 กลายเป็น 5,000 กลายเป็น 10,000 กลายเป็น 100,000 และจะขาดทุนไปเรื่อยๆจนกู่ไม่กลับ ทีนี้คุณคิดว่าคุณควรจะเทรดโดยใช้โชคหรือใช้แผนการและรูปแบบการลงทุน???
.....หลังจากนั้นผมก็กำไรบ้างขาดทุนบ้างตลอดทั้งวัน (ตามรูป) และจบวันด้วยสถิติที่น่าหดหู่ (win3/ Loss4) แต่เลื่อนมาดูผลหักกลบลบกัน วันนี้ผมมีกำไรราวๆ +13,000 บาท???
.....จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการขาดทุน 4 ครั้งนั้นผมไม่ตัดขาดทุน ตอบไม่ยาก....มันก็จะเอากำไรทั้ง 3 ครั้งไปจนหมดและเอาทุนไปบางส่วน และอาจเลยเถิดถึงขั้นล้างพอร์ทหมดตัว...
......เวลาคุณอยู่ในตลาด คุณต้องมองว่าคุณคือผู้บัญชาการรบไม่ใช่พลทหาร คุณต้องเปิดแนวรบหลายด้านในเวลาเดียวกัน ฉะนั้นคุณจะโฟกัสที่สมรภูมิใดสมรภูมิหนึ่งไม่ได้ (เพราะคุณไม่ใช่พลทหาร) ถ้าคุณโฟกัสที่จุดๆเดียวโดยไม่มองภาพรวม คุณจะพยายามยื้อส่วนที่คุณกำลังพลาดพลั้งเอาไว้โดยไม่ยอมถอนทหารกลับ ผู้บัญการที่ดีต้องถอนกำลังเมื่อพบว่าแนวรบนั้นๆเพลี้ยงพล้ำเพื่อรักษาชีวิต พลทหาร แล้วเอาพลทหารที่รอดตายไปรบในสนามรบที่ได้เปรียบกว่า....ดังตัวอย่างในรูป วันนั้นผมเปิดแนวรบทั้งหมด 7 สมรภูมิ ผมยอมแพ้เสีย 4 ชนะเพียง 3 แต่ภาพรวมผมชนะสงคราม....จำไว้ว่าอย่ายื้อเมื่อพบว่าแนวรบนี้ไม่ใช่เกมของ คุณ ถ้ายื้อเมื่อไรกองทัพคุณหายไปจากโลกนี้เมื่อนั้น
.....ช่วงหุ้นตกนี้ผมได้ยินคำว่า "ไม่ขาย ไม่ขาดทุน" บ่อยมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงอธิบายว่าทำไมคุณจึงไม่ควรคิดอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ผมเหนื่อยที่จะคุยเรื่องของทัศนคติ โดยเฉพาะเรื่องที่มันเกี่ยวกับเงินทองๆ มันคุยกันยากมาก ถ้าคนเขาไม่รับต่อให้พูดมีหลักการแค่ไหนเขาก็ไม่ฟัง
....."ไม่ขายไม่ขาดทุน" เคยเห็นหุ้นราคาร้อยกว่าบาท ร่วงลงมาเหลือไม่กี่สตางค์ไหม? 10 กว่าปีวิ่งอยู่ไม่ถึงบาท เคยเห็นไหม??? แทนที่คุณจะเอาเงินมาจมอยู่กับหุ้นตัวเดียวทำไมไม่ยอมขายขาดทุนแล้วเอาเงิน ที่เหลือไปลงทุนในกิจการที่สามารถทำกำไรได้ (ผมหมายถึงว่าขายก่อนที่มันจะร่วงเหลือหน่วยแค่สตางค์นะ)
.....หลายคนพยายมค้นหาวิธีที่ไม่ต้องตัดขาดทุน ผมก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเพราะอธิบายมาเยอะแล้ว วันนี้เอาสั้นๆง่ายๆว่า รูปนี้คือผลงานของคนที่เทรดมาสิบกว่าปี เห็นไหมคนเทรดมาสิบปีก็ตัดขาดทุน และอีกสิบปีข้างหน้าผมจะอายุงาน 20 ปี ผมก็จะยังขาดทุนและวางแผนการขาดทุนอยู่อย่างนี้แน่นอน.....

.....ทีนี้มาดูรูปแบบการวางแผนเพื่อขาดทุนง่ายๆ (ที่ผมใช้อยู่)
1. ให้คุณเอายอดเงินในพอร์ทตั้ง แล้วถามตัวเองว่ายอมขาดทุนเท่าไรถึงจะไม่มีความรู้สึกเสียดาย (สำหรับผมคือ 0.2-0.5% ของเงินในพอร์ท) เช่นคุณมีเงินทุน 1,000,000 บาทุ คุณอาจบอกว่ายอมเสียแค่ 5,000 บาท (นั่นคือจำนวนเงินที่คุณยอมรับได้โดยไม่รู้สึกเครียด)
2. เมื่อได้จำนวนเงินที่ยอมเสียได้แล้ว ก็มาดูที่กราฟราคาหุ้นแล้วคำนวณหาจุดตัดขาดทุนในกราฟ เช่น ราคาซื้ออยู่ที่ 15 บาท ตำแหน่งตัดขาดทุนคือ 10 บาท (นั่นคือยอมขาดทุนหุ้นละ 5 บาท)
3. เอาจุดตัดขาดทุนและจำนวนเงินในข้อ 1 มาคำนวณเพื่อหา Position Sizing หรือจำนวนหุ้นที่จะซื้อได้ ตัวอย่างนี้คือ 5,000/5 = 1,000 หุ้น
4. จุดตัดขาดทุนคือจุดแรกที่คุณจะต้องมองหาเมื่อคิดจะซื้อหุ้น จากนั้นคือจุดขายหรือ Take Profit เอาจุดขายทำกำไรนี้มาเปรียบเทียบกับจุดตัดขาดทุน แล้วถามตัวเองว่ารับได้ไหม ถ้าขาดทุนเท่านี้จะได้กำไรเท่านี้ เช่นตัวอย่างตัดขาดทุนหุ้นละ 5 บาทแต่กำไรอาจแค่ 5 บาท ถ้ารับได้ก็ลุยเลย แต่ถ้ารับไม่ได้ ก็รอจังหวะที่กำไรสูงๆ ตัดขาดทุนน้อยๆ หรือจังหวะที่คุณรับได้นั่นล่ะ ส่วนจะเท่าไรนั้นแต่คนไม่เหมือนกัน



..........อีกส่วนที่สำคัญคือ วางแผนแล้วต้องทำให้ได้ตามแผน ห้ามเลื่อน Stop loss, ห้ามตัดขาดทุนไปก่อนที่จะถึงจุดที่วางแผนเอาไว้ และห้ามตัดขายทำกำไรไปก่อนโดยที่ราคายังไม่ถึงเป้าหมาย (โดยไม่มีแผนการรองรับ)

..........เวลาวางแผนให้คุณวางแผนให้ง่ายเข้าไว้ ถึงเวลาแล้วทำได้ทันทีไม่เงอะง่ะ ส่วนตัวเองผมเองมีรูปแบบการวิเคราะห์ราคาที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน (Elliott Wave) แต่เวลาที่วางแผนเข้าทำกำไรผมวางแผนง่ายมากๆ (อย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้น)

advance elliott wave .com