Money Management

วิธีคำนวณ Money Management

บทความนี้ผมจะเล่าวิธีการบริหารจัดการเงินทุน (Money Management) ในหุ้น (Full margin), Future, Forex และ Gold Spot ที่ผมใช้อยู่ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ลองมาดูกันครับ

1. ใช้เงินที่เราเตรียมสำหรับลงทุนเป็นตัวตั้ง

     ผมแนะนำให้คิดจากเงินสดที่เตรียมไว้สำหรับลงทุนเท่านั้น (Cash Balance)

     เงินลงทุนทั้งหมด อาจเป็นเงินที่อยู่ในพอร์ทลงทุนเท่านั้น หรืออาจจะเป็นเงินในพอร์ท + บัญชีออมทรัพย์ เช่น ผมเทรด Forex เวลาโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อเทรดผมจะโอนเพียง 10% ของทุนที่ใช้ทั้งหมด สมมติผมเตรียมเงินลงทุนสำหรับตลาด Forex ไว้ 1,000,000 บาท แต่เวลาโอนเงินเข้าพอร์ทผมจะใช้แค่ 10% ของเงินที่เตรียมไว้คือ 100,000 บาท ส่วนอีก 900,000 เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ แต่เวลาคำนวณผมจะใช้เงินในพอร์ท + เงินในบัญชีออมทรัพย์มาคำนวณ
          *สาเหตุที่ผมโอนเข้าบัญชี Forex เพียงแค่ 10% ก็คือบัญชี Forex นี้อยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงพอสมควรถ้าเราจะโอนเงินทั้งหมดไปฝากไว้ในบัญชี Broker ต่างประเทศ จึงโอนเพียงแค่ 10% ของทุนที่ต้องใช้ทั้งหมด เมื่อพอร์ทต้องการเงินก็เพียงแค่โอนอีก 90% ที่อยู่ในบัญชีออมทรัพย์ไปบางส่วนเข้าไปเท่านั้น

2. ให้ถามตัวเองว่า การเข้าซื้อขายครั้งนี้ถ้า ขาดทุน จะยอมเสียเงินกี่เปอร์เซ็นของเงินลงทุนทั้งหมด

     การยอมสูญเสียในข้อนี้แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมยอมรับได้ไม่เท่ากัน บางคนยอมที่ 1% แต่บางคนอาจรับได้ที่ 10% ของเงินในพอร์ทก็ได้

     ให้แน่ใจว่าเราสามารถยอมรับการสูญเสียเงินจำนวนนั้นได้จริงๆ เช่นบางคนบอกว่ายอมรับการขาดทุนที่ 10% ได้ หมายความว่า ถ้าทุน 1,000,000 บาท แต่แล้วหุ้นที่ซื้อไปติดลบ 100,000 บาท เราสามารถตัดขาดทุนได้โดยไม่รู้สึกเสียดายได้จริงๆ แต่ถ้าเราเกิดมีความรู้สึกกับการสูญเสียแสดงว่าจำนวนที่รับได้จะต้องไม่ใช่ 10% แล้วล่ะ ให้เราลดขนาดการลงทุนลงมาเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดที่รับได้จริงๆ ผมแนะนำว่าควรเริ่มที่ 0.5-1% ของเงินลงทุน เมื่อพบว่าน้อยไปก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นที่ละ 0.5% ดีกว่าเริ่มต้นที่จำนวนมากๆ

      อย่าลืมว่าการตัดขาดทุนกับการ Take Profit จะต้องเป็นสัดส่วนกัน เช่น ถ้าเราตัดขาดทุนที่ 1% เวลากำไรก็จะกำไรราวๆ 1-3% ของเงินในพอร์ท แต่ถ้ารับการขาดทุนที่ 10% เวลากำไรก็จะกำไรราวๆ 10-30% ของเงินในพอร์ท....แต่อย่าลืมว่าเวลาวางแผนจะต้องคิดถึงการขาดทุนก่อนคิดถึงกำไรนะ คลิกอ่าน บทความวางแผนเพื่อขาดทุน

3. มาดูจุดตัดขาดทุนในกราฟราคา

    ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าซื้อขายที่ตำแหน่งใดของราคา บทเรียนนี้ให้กลับไปทบทวนที่สไลน์ Real Time ในหัวข้อ จุดตัดขาดทุน 

 

มาทบทวนกันอีกครั้งว่าเราจะสามารถอยู่ในตำแหน่งใดของคลื่นราคาได้บ้าง

Impulsion ประกอบด้วย 3 รูปแบบ คือ 1st Extension, 3rd Extension และ 5th Extension    

         - ถ้าอยู่ในคลื่น 1 จุดตัดขาดทุนคือโลว 0
         - ถ้าอยู่ในคลื่น 3 จุดตัดขาดทุนคือโลว์ 2 บางคนอาจใช้จุด 0 ก็ได้
         - ถ้าอยู่ในคลื่น 5 จุดตัดขาดทุนคือโลว์ 4

Standard Correction และ Nonstandard Correction (Trend)

         - ถ้าอยู่ในคลื่น A จุดตัดขาดทุนคือโลว 0
         - ถ้าอยู่ในคลื่น C จุดตัดขาดทุนคือโลว B บางคนอาจใช้จุด 0 ก็ได้
         - ถ้าอยู่ในคลื่นที่อยู่หลัง X-wave จุดตัดขาดทุนคือโลว์ X

ส่วนใครที่ไม่ได้ใช้ Elliott Wave ในการซื้อขาย ก็ดูที่ระบบหรือเทคนิคของเรานะครับว่าจุดตัดขาดทุนอยู่ที่ตำแหน่งไหนของราคา

*ข้อสำคัญคืออย่าตัดขาดทุนตามความพอใจ แต่ให้ใช้กราฟราคาเป็นจุดตัดขาดทุน 

4. จุด Take Profit

จากนั้นก็มาดูจุด Take Profit ว่าอยู่ตำแหน่งไหนของราคาเป็นจำนวนเท่าใดแล้วถามตัวเองว่ารับได้หรือไม่ เช่น ตัดขาดทุน 10 บาท ถ้ากำไรก็ 10 บาท รับได้หรือไม่ ถ้ารับได้ก็ลงทุน แต่ถ้ารับไม่ได้ก็รอจังหวะต่อไปที่จำนวนกำไรมากกว่าขาดทุน อย่างนี้ก็ได้ครับ

5. กำหนดขนาดการลงทุน Position Sizing 

    มาถึงตอนสำคัญ คือการกำหนดขนาดการลงทุน จำเป็นจะต้องดูเงื่อนไขของแต่ละตลาด เช่น หุ้นในแบบ Full Margin ก็คำนวณอย่างหนึ่ง หรือสินทรัพย์ที่ใช้ Leverage อย่างพวก Future ก็คำนวณอีกแบบหนึ่ง ลองมาดูกันครับ

 

  •     หุ้น

การซื้อขายหุ้นนักลงทุนต้องจ่ายเงินเต็มจำนวณ คือราคาหุ้น X จำนวนหุ้น = เงินที่ต้องจ่ายเป็นต้นทุน .....เมื่อทำตามขั้น 1-4 มาแล้ว
สมมติ
            ทุน                                          1,000,000   บาท
            ตัดขาดทุน 1% ของทุน                        10,000   บาท            
            ราคา ณ. จุดซื้อ                                       50   บาท
            ราคา ณ. จุดตัดขาดทุน                              40   บาท = -10 บาท    (อย่าลืมดูจุด Take Profit ด้วยว่าที่ราคาเท่าไร? คุ้มหรือไม่?)
            จำนวนหุ้นที่ต้องซื้อ             10,000 / 10 = 1,000  หุ้น    
ฉะนั้น : ซื้อหุ้น 1,000 หุ้น ถ้าตัดขาดทุนจะเท่ากับ  1,000 หุ้น X -10 บาท = -10,000  บาท ซึ่งก็คือ 1% ของเงินในพอร์ทนั่นเอง

 

  •     SET50 Future หรือ Gold Future

อย่าลืมว่าการลงทุนใน Future จะมีเรื่องของ Leverage เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักลงทุนจะต้องดูว่า 1 สัญญาจะต้องใช้เงินกี่บาท เงินส่วนนี้จะถูกกันออกไป ฉะนั้นจะต้องมีเงินอีกหนึ่งกองเพื่อวางเป็นประกันในกรณีที่ติดลบ
สมมติว่า ฟิวเจอร์เราสัญญาละ 50,000 บาท ราคาขึ้นลง 1 จุด, ได้เสียจุดละ +- 1,000 บาท

         1.  ทุน                                          1,000,000   บาท
         2.  ตัดขาดทุน 5% ของทุน (สมมติว่ารับได้)    50,000   บาท  (ฉะนั้นจะติดลบได้ไม่เกิน 50 จุด)     
         3.  ราคา ณ. จุด Long                                  900    จุด
         4.  ราคา ณ. จุดตัดขาดทุน                           890    จุด  เท่ากับติดลบ -10 จุด   (อย่าลืมดูจุด Take Profit ด้วยว่าที่ราคาเท่าไร? คุ้มหรือไม่?)
         5.  ฉะนั้นถ้า Long ที่ 1 สัญญา จะได้เสีย 10 จุด X 1000 =  10,000 บาท  (เลข 1,000 คือ 1 สัญญาได้เสียจุดละ 1,000 บาท)
         6.  จำนวนสัญญาที่ต้องซื้อ             50,000 / 10,000 = 5 สัญญา (10,000 มาจากโจทน์ข้อ 5)
ฉะนั้น : ฟิวเจอร์ 5 สัญญา ตัดขาดทุน 10 จุด จะเสียเงินทั้งสิ้น 50,000 บาท, ต้องใช้ต้นทุน 5 สัญญา X สัญญาละ 50,000 = 250,000 บาท เหลือเงินให้ขาดทุนได้ 750,000 บาท ก็จะไม่ถูก Margin Call

 

  •     Forex

เงื่อนไขดังนี้       ใช้คู่ EUR/USD เป็นฐานในการคำนวณ (คู่อื่นๆ การใช้เงิน Margin และอัตราการได้เสียต่อ Pip จะแตกต่างกันนิดหน่อย)
                    Leverage 1:100
                    คำนวณที่ทศนิยมจุดที่ 4 (ตัดจุดที่ 5 ทิ้งไป)
                    หน่วยของเงินในพอร์ทเป็น USD

 Lot  ใช้เงิน Margin  ได้เสีย Pip ละ
 1.0  1,000 Usd  10 Usd
         0.1 100 Usd 1 Usd
 0.01  10 Usd  0.1 Usd

การซื้อขายจะกำหนดเป็น Lot Size บัญชีบางประเภทจะเริ่มที่ 0.01 Lot โดยจะนับแบบ 0.01, 0.02, 0.03, .... 0.09, 0.1, 0.11, ....0.99, 1.0, 1.01, 1.11 .....  ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ

         1.  ทุน                                              10,000   USD
         2.  ตัดขาดทุน 1% ของทุน                            100   USD       
         3.  ราคา ณ. จุด Long                            1.5000    
         4.  ราคา ณ. จุดตัดขาดทุน                        1.4900          เท่ากับติดลบ -100 Pip   (อย่าลืมดูจุด Take Profit ด้วยว่าที่ราคาเท่าไร? คุ้มหรือไม่?)
         5.  Lot Size ที่ใช้คือ                                   0.1   Lot   วิธีคำนวณ: ติดลบ -100 pip X 1 = -100 USD (เลข 1 คือตัวเลขในตารางคือ 0.1 Lot ได้เสีย Pip ละ 1 USD)      

ฉะนั้น : Long คู่ EUR/USD จำนวณ 0.1 Lot  ติดลบ -100 Pip จะเสียเงินทั้งสิ้น -100 USD , ต้องใช้ต้นทุน (Margin) 100 USD เหลือเงินให้ขาดทุนได้ 10,000 - 100 = 9,900 USD ก็จะไม่ถูก Margin Call        

 

  •      GOLD Spot

เงื่อนไขดังนี้       Leverage 1:100
                    สมมติราคา  Gold Spot อยู่ที่ 1,500 USD
                    จำนวนเงิน Margin ที่ใช้ซื้อขาย Gold Spot ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโบรคเกอร์ ตารางด้านล่างนี้อ้างอิงจากโบรคเกอร์ Millennium www.mpfglobalmarkets.com

 Lot  ใช้เงิน Margin  ได้เสียต่อ 1 เหรียญ(Spot Gold)
 1.0  1,000 Usd  100 Usd
         0.1 100 Usd 10 Usd
 0.01  10 Usd  1 Usd

การซื้อขายจะกำหนดเป็น Lot Size จะเริ่มที่ 0.01 Lot โดยจะนับแบบ 0.01, 0.02, 0.03, .... 0.09, 0.1, 0.11, ....0.99, 1.0, 1.01, 1.11 .....  ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ

         1.  ทุน                                              10,000   USD
         2.  ตัดขาดทุน 1% ของทุน                            100   USD       
         3.  ราคา ณ. จุด Long                             1,500   USD    
         4.  ราคา ณ. จุดตัดขาดทุน                         1,490   USD          เท่ากับติดลบ -10 USD(Spot Gold) (อย่าลืมดูจุด Take Profit ด้วยว่าที่ราคาเท่าไร? คุ้มหรือไม่?)
         5.  Lot Size ที่ใช้คือ                                   0.1   Lot   วิธีคำนวณ: ติดลบ -10 USD(Spot Gold) X 10 = -100 USD (เลข 10 คือตัวเลขในตารางคือ 0.1 Lot ได้เสีย เหรียญ(Spot Gold) ละ 10 USD)      

ฉะนั้น : Long สินค้า Gold Spot จำนวณ 0.1 Lot  ติดลบ -10 เหรียญ(Spot Gold) จะเสียเงินทั้งสิ้น -100 USD , ต้องใช้ต้นทุน (Margin) 100 USD เหลือเงินให้ขาดทุนได้ 10,000 - 100 = 9,900 USD ก็จะไม่ถูก Margin Call    

    


วิธีการบริหารจัดการเงินทุนของผมก็ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนถึงเวลาทำได้ทันทีไม่ต้องตั้งสูตรอะไรให้วุ่นวาย อย่างที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ลองฝึกใช้ให้คล่องนะครับ ข้อสำคัญคือ ถามตัวเองว่ายอมขาดทุนเท่าไร? กี่บาท? จากนั้นก็นำเงินจำนวนนี้มากำหนด Position Sizing หรือขนาดการลงทุนตามกราฟราคาอีกที ลองฝึกกันดูครับเราจะได้ควบการสูญเสียได้ เพราะการควบคุมการสูญเสียทำให้เกิดความมั่นคงในการลงทุนครับ

www.advance-elliottwave.com