ควรมีเป้าหมายกำไรเท่าไร

 

   

 

     "มีเป้าหมายกำไรเดือนละเท่าไร?" คือคำถามยอดฮิต อมตะนิรันดร์กาล ^ ^" แต่ผมก็ไม่เหนื่อยที่จะตอบนะ เพราะการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องคือฐานของการลงทุน ส่วน 'กำไร' ก็คือ 'ยอดแหลม' อันมีทัศนคติเป็นบาทฐาน ฐานกว้างและแน่นหมายถึงยอดแหลมที่มั่นคง แต่ฐานที่อ่อน บอบบางและคับแคบ ยอดแหลมก็แค่ภาพลวงตา ...

      กลับมาเข้าประเด็นดีกว่าครับ ^ ^ ถ้าถามว่าผมมีเป้าหมายกำไรเดือนละกี่เปอร์เซ็น ก็ตอบแบบไม่ต้องนึกเลยว่า "ผมไม่มีเป้าหมายกำไร" แต่บอกก่อนว่าไม่ได้คิดอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มต้นลงทุน เพราะในอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ช่วงที่ฝึกลงทุนใหม่ ๆ แน่นอนว่าผมมีเป้าหมายกำไรเหมือนกับหลาย ๆ คน แต่ไม่เคยทำได้ตลอดรอดฝั่งเลย แม้จะลดขนาดของเป้าหมายให้เล็กลงสักเท่าใดก็ตาม ... ต่อมาผมทดลองเทรดโดยไม่กำหนดเป้าหมายกำไร พบว่าพอร์ทเกิดการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เร็วบ้างช้าบ้างผกผันไปตามจังหวะของตลาด ...

      การเชื่อว่า Trader ต้องมีเป้าหมายเป็นกำไรเท่านั้นเท่านี้ต่อเดือน เป็นการกดดันตัวเองแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถึงแม้การมีเป้าหมายจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม เพราะกำไรไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของใคร กำไรขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดที่เอื้อต่อการลงทุนเท่านั้น บางเดือนหรือบางปีสภาวะตลาดหม่นหมองก็เป็นเรื่องยากที่จะทำกำไรในตลาดแบบนี้ แต่บางเดือนหรือบางปีสภาวะตลาดสดใสปัจจัยบวกเอื้อต่อการลงทุน คุณอาจมีกำไรเดือนละหลายร้อยเปอร์เซ็นก็เป็นไปได้ (คือทะลุเป้าหมายไปไกลโข)

      ย่อหน้าแรกผมพูดเรื่องบาทฐานของการจะทำอะไรก็แล้วแต่ให้ประสบผลสำเร็จ (ไม่ใช่เฉพาะการลงทุนเท่านั้น) ผมขอชี้ชัดลงไปในย่อหน้านี้เลยว่า บาทฐานที่ว่าก็คือ ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ อันเป็นเชื้อของอารมณ์และความรู้สึก ฉะนั้นการเติบโตทางจิตวิญญาณจึงเป็นการเจริญเติบโตที่แท้จริง เพราะพวกมันไม่อิงและขึ้นอยู่กับอายุ เรารู้กันดีว่าการกำจัดอารมณ์เป็นกุญแจดอกสำคัญของนักลงทุนและ Trader ที่ประสบความสำเร็จ ... แต่ทราบหรือไม่ว่าอารมณ์ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้ เพราะเมื่ออารมณ์หนึ่งดับไปอารมณ์ใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นเพื่อรับช่วงต่อทันที และอารมณ์แบบที่เคยดับไปแล้วก็จะวนกลับมาเกิดซ้ำอีกไม่รู้จบสิ้น ... แต่ข่าวดี ถึงแม้อารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะกำจัดให้หมดไปได้ แต่มันคือสิ่งที่เราสามารถควบคุมผ่านทาง ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ได้ แล้วมันเกี่ยวยังไงกับเป้าหมายกำไร? มาอ่านย่อหน้าถัดไปครับ

     ผมกำลังจะบอกว่าการตั้งเป้าหมายกำไร คือการเพาะเชื้ออารมณ์ของความกดดันให้เกิดขึ้น เวลาที่ตลาดไม่เอื้อให้นักลงทุนเข้าไปทำกำไร คุณจะเข้าตลาดแบบไม่สนใจจังหวะ เพื่อทำกำไรให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ (ถ้าคุณไม่มีความฉลาดทางอารมณ์มากพอ) และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะขาดทุนครั้งแรก คุณจะลงทุนครั้งต่อไป (เพื่อทำกำไรให้ได้ตามเป้า) แล้วคุณจะขาดทุนอีก แล้วคุณก็จะกลับเข้าไปเพื่อเรียกทุนคืนแล้วคุณก็จะขาดทุนอีก ขาดทุนอีกก็ลงทุนอีกเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะได้สติว่าฉันควรหยุด ... แต่สมมติว่าตลาดอยู่ในสภาวะสดใสเอื้อต่อการลงทุนสุด ๆ เป็นเรื่องง่ายดายมากที่คุณจะถึงเป้าหมายกำไรในระยะเวลาอันสั้น และโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ตั้งเป้าจะหยุดซื้อขายเมื่อได้ตามเป้า คือแทนที่คุณจะฉวยจังหวะที่ตลาดสดใสทำกำไรให้ได้มาก ๆ (บางครั้งอาจได้เกิน 100% ก็ได้) แต่ต้องมาหยุดเพราะมันได้เป้าที่ตัวเองตั้งเป็นกำแพงเอาไว้ มันจึงกลายเป็นว่า ตอนได้ได้นิดเดียว พอเสียกลับเสียมากและเสียติด ๆ กัน

     ฉะนั้นผมจึงสร้างความเชื่อที่ว่า การไม่มีเป้าหมายกำไรคือการลดความกดดัน ขึ้นมาเป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมอารมณ์ แล้วผมพบว่ามันได้ผล การลงทุนในเวลาต่อมาเป็นไปแบบปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่มีความกดดันมากระตุ้นอารมณ์ให้ฟุ้งกระจาย ผลกำไรและการเติบโตของพอร์ทผกผันไปตามจังหวะของตลาดในแต่ละช่วง ... แรงกดดันเป็นอะไรมากกว่าที่เราคิด บางครั้งมันก่อให้เกิดนวัติกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและมั่นคงแข็งแรง แต่สำหรับการลงทุนแล้วมันเป็นอุปสรรคที่เราต้องควบคุมให้ได้ ... ผมไม่ได้บอกให้คุณใช้ชีวิตแบบชิว ๆ ไม่ต้องวิ่งเต้นขวนขวายอะไร เพราะสำหรับเรื่องอื่น ๆ แล้ว แรงกดดันถือเป็นพลังขับเคลื่อนอันทรงพลังให้ชีวิตและโลกก้าวหน้า เราควรสร้างแรงกดดันเพื่อกระตุ้นให้เรามีก้าวต่อไปที่เจริญงอกงามและมั่นคง แต่ไม่ใช่กับการลงทุนหรือ Trader ...แค่ต้องเลือกใช้ให้เป็นเท่านั้นเองครับ ...

 

อ่านบทความจบแล้วก็ขอให้ร่ำรวย ๆ สุขภาพกายแข็งแรง จิตใจสดชื่นเบิกบานกันถ้วนหน้าครับ ^ ^

 

 

เกร็ดความรู้

ในความรู้ทางพุทธศาสตร์บอกเราว่า อารมณ์คืออาการของจิต บางทีก็เรียกกันสั้น ๆ ว่าจิต เช่นจิตโกรธ จิตโลภ จิตสงสัย จิตสุข จิตปิติ จิตไม่ทุกข์ไม่สุข ความกดดันทางอารมณ์ก็คืออาการของจิตชนิดหนึ่งเช่นกัน ... จิตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เมื่อมันได้เจอสิ่งที่ชอบใจ มันก็สุขของมันเอง เมื่อมันเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจ มันก็เปลี่ยนเป็นทุกข์ จะห้ามไม่ให้ทุกข์ก็ไม่ได้ หรืออยู่ดี ๆ จะสั่งจิตว่าจงสุข ก็ไม่ได้เช่นกัน ... แต่ว่าจิตนั้นเป็นสิ่งที่ฝึกและหลอกล่อมันได้ การหลอกล่อก็อย่างเช่น การออกไปท่องเที่ยวช่วงที่จิตใจเคร่งเครียด เราจะรู้สึกว่าหายเครียด นั่นเป็นเพราะเราหาสิ่งที่น่ารื่นรมณ์มาล่อจิตให้ออกจากเรื่องที่ทำให้เครียด แล้วมาสนใจสิ่งสวยงามแทน ทำให้จิตมีความสุขชั่วคราว ส่วนการฝึกจิตก็อย่างเช่นการเดินจงกรม การฝึกรู้ลมหายใจ แบบพุทธวิธี คือการฝึกให้จิตนั้นมีความว่องไวในการรู้สึกตัว ไม่จมอยู่ในอารมณ์นาน ๆ เช่นเมื่อเราลงทุนแล้วจิตตกอยู่ในความกดดัน หากฝึกจิตให้ว่องไว เราจะรู้สึกตัว ณ เสี้ยววินาทีที่จิตเกิดความกดดัน เมื่อรู้สึกตัวจิตจะหลุดจากความกดดันทันที หรือเมื่อเราโกรธหากจิตเราว่องไว เราจะรู้สึกตัวและหลุดจากความโกรธก่อนที่เราจะทำอะไรรุนแรงไปตามความโกรธ (เช่นด่าหรือทำร้ายร่างกายคนอื่น)
วิธีที่ผมแนะนำเพื่อลดความกดดันทางจิตใจขณะลงทุนนั้น คืออุบายในการหลอกล่อจิต โดยการตั้งใจหรือตั้งความเห็น ยังไม่ใช่การฝึกจิตตามพุทธวิธีที่กล่าวมาข้างต้นครับ

 

 

 

  • ติดต่อสอบถามคอร์สเรียน แนะนำติชมมาที่ Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. , Line ID: i_woottichai
  • แอท FaceBook มาพูดคุยกันที่ www.facebook.com/woottichai.insawang
  • เว็บบอร์ดคนรัก Elliott Wave ที่ www.advance-elliottwave.com/forum