T/L Method 2 Pitchfork

Trend Line Method ตอนที่ 2 Pitchfork

 

 

 

บทนี้จะคุยกันถึงเรื่องเครื่องมือที่ถูกพัฒนามาจาก Medial Line ซึ่ง Andrew’s ไม่เคยเรียกมันว่า Pitchfork แต่ที่ผมพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ด้วยก็เพราะมันเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในชื่อ Pitchfork

Upper and Lower Parallel Line

รูปบนแสดงการสร้างเส้น Parallel Line เพื่อสร้างเครื่องมือ Pitchfork โดยลากเส้นจากจุด B และ C ให้ขนานกับเส้น Medial Line เราจะเรียกเส้นที่ถูกสร้างใหม่นี้ว่า Upper Parallel Median Line และ Lower Parallel Median Line ตามรูป

 

Trigger Line

รูปบนแสดงการสร้างเส้น Trigger Line เพื่อใช้เป็นสัญญาณการเข้าซื้อ-ขาย โดยเริ่มสร้างที่จุด A ลากผ่านจุด B และ C ดังรูป ก็จะได้เส้น Upper Trigger Line และ Lower Trigger Line

 

Sell Signal

 

สัญญาณ “ขาย” หรือ Sell Signal ใช้ในช่วงของการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาขึ้นเป็นขาลงหรือจากแนวโน้มขาขึ้นแล้วปรับฐาน หรือเล่นในช่วง Side Way ก็ใช้ได้ครับ (ดูรูปด้านบนประกอบ) ให้สร้างเครื่องมือ Pitchfork ในขาขึ้นเมื่อราคา Break Out เส้น Lower Parallel Medial Line ลงมาเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาจะเปลี่ยนเป็นขาลงแต่เรารอก่อน จนกระทั้งราคา Break Out เส้น Trigger Line ให้ Sell หลังเส้น Trigger Line โดยประมาณเป็นการเผื่อขาดเผื่อเหลือ

รูปบนแสดงสัญญาณ Sell Signal

Buy Signal

 

สัญญาณการ Buy Signal ก็เหมือนกับสัญญาณ Sell Signal ใช้ในช่วงของการเปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้น หรือจากขาลงแล้วปรับฐานอย่างนี้ก็ได้ วิธีการวิเคราะห์ก็คือเมื่อราคา Break Out เส้น Upper Parallel Medial Line ให้ระวัง และหากราคาไม่วิ่งย้อนกลับไปหาเส้น Medial Line แต่วิ่งขึ้นไป Break Out เส้น Upper Trigger Line ก็ให้เรา Buy หลังเส้น Upper Trigger Line เป็นการเผื่อขาดเผื่อเหลือครับ


รูปบนแสดงสัญญาณ Buy อีกรูป

รูปบนสัญญาณ Buy อีกรูป

 

Mini Medial Line

 

Mini Medial Line นั้นมีหลักการและวิธีสร้างไม่แตกต่างจาก Mini Medial Line แบบธรรมดา ซึ่งจะว่าไปมันก็คือ Medial Line นั่นเอง แต่สาเหตุที่เรียกมันว่า Mini Medial Line ก็เพราะเราสร้าง Medial Line แบบธรรมดาก่อน จากนั้นก็สร้าง Medial Line ตัวเล็กๆซ้อนไว้ใน Medial Line ตัวใหญ่อีกที จึงเป็นที่มาของชื่อ Mini Medial Line (Medial Line ตัวเล็กๆ)


บ่อยครั้งที่ Mini Medial Line เป็นตัวที่บอกสัญญาณนำ คือสัญญาณการเข้าซื้อขายจะปรากฏที่ Mini Medial Line ก่อนจากนั้นจึงมาเกิดที่ Medial Line ตัวใหญ่ ในกรณีนี้เราสามารถใช้เส้น Parallel Line เป็นจุดเข้าซื้อขายโดยไม่ต้องรอ Trigger Line ได้เลย อาจเรียกได้ว่า Mini Medial Line เป็นสัญญาณเตือนให้เราระวังตัวล่วงหน้าก็ได้ครับ

รูปบนแสดงการสร้าง Mini medial Line โดยใช้ช่วงการสวิงเล็กๆเป็นตำแหน่งในการสร้าง รูปนี้แสดงตัวอย่างวิธีการสร้าง Mini Medial Line เท่านั้น ในการใช้งานจริงต้องสร้าง Medial Line แบบธรรมดาหรือ Medial Line ตัวใหญ่ก่อนถึงจะสร้าง Mini Medial Line ได้

รูปบนแสดงราคา Break Out เส้น Parallel Line ของ Mini Medial Line ไปได้ทำให้สามารถใช้ Break Out ที่เส้น Parallel Line ของ Medial Line ตัวใหญ่เป็นจุด Buy ได้

รูปบนแสดงราคา Break Out เส้น Parallel Line ของ Mini Medial Line ไปได้ทำให้สามารถใช้ Break Out ที่เส้น Parallel Line ของ Medial Line ตัวใหญ่เป็นจุด Sell ได้


Warning Line

นอกจากเส้น Parallel Line แล้ว Andrew’s ยังได้เพิ่มเส้นอีกชนิดหนึ่งเข้ามาเขาเรียกมันว่าเส้น Warning Line เส้นนี้สร้างจาก Parallel Line โดยระยะห่างของแต่ละเส้นจะเท่ากับระยะห่างระหว่าง Medial Line ถึง Parallel Line จากนั้นก็ Copy มันออกไปทั้งบนและล่าง ดังรูปตัวอย่างด้านล่างครับ

เส้น Warning Line ที่ถูกสร้างขึ้นมานี้จะเป็นทั้งแนวรับ-แนวต้านในอนาคต เมื่อมันทะลุเส้นหนึ่งไปได้มันจะวิ่งหาอีกเส้นหนึ่ง แต่ถ้ามันไม่สามารถทะลุไปได้มันก็จะเด้งกลับไปหาเส้นเก่าที่มันเพิ่งผ่านมา อย่างเช่นเส้น Warning Line 2 และ Warning Line 3 ราคาเด้งไปเด้งมาอยู่ในกรอบของสองเส้นนี้ และให้สังเกตเส้นอื่นๆว่าหากราคาชนพวกมันเมื่อไรมักจะทะลุไปค่อนข้างยากซึ่งก็คือแนวรับแนวต้านนั่นเอง

วิธีการเข้าซื้อขายเช่น มีสัญญาณ Sell ที่ Break Out เส้น Trigger Line ดังรูปให้เราเข้า Sell หลัง Trigger Line และออกเพื่อเก็บกำไรก่อนถึงเส้น Warning Line 1 และ Sell อีกครั้งเมื่อราคา Break Out เส้น Warning Line 1 และออกเพื่อเก็บกำไรก่อนชนเส้น Warning Line 2 ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ วิธีการนี้หากเล่นสั้นอาจต้องเฝ้ากราฟเพราะไม่สามารถตั้ง TP (Take Profit) ได้ต้องปิดทำกำไรด้วยมือ

วิธีการนี้ใน Order สุดท้ายอาจปิดลบซึ่งเราต้องหาจุดตัดขาดทุน (Cut-loss) วิธีหาจุดตัดขาดทุนก็คือเช่นเรา Sell ครั้งที่สองหลัง Break out เส้น Warning Line 1 หากราคาลงไปได้นิดหน่อยแล้ววิ่งกลับหาเส้น Warning Line 1 จุดตัดขาดทุนก็คือเหนือเส้น Warning Line 1 นั่นเอง (เผื่อระยะพอสมควรตาม Time Frame ที่ใช้) วิธีการนี้ก็ไม่สามารถตั้ง Stop-Loss ได้เช่นกัน นักลงทุนต้องมีเวลาเช็คกราฟบ่อยๆหรือถ้าเล่นสั้นอาจต้องนั่งเฝ้ากราฟ

รูปบนแสดงแนวรับจากเส้น Warning Line ลองนำความรู้เรื่องของ Mini Medial Line เพื่อยืนยันจุดเข้าหลัง Break Out เส้น Parallel Line จากนั้นตั้ง TP ที่ก่อนถึงเส้น Warning Line 1 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการทำกำไรครับ

รูปบนแสดงลักษณะที่ราคาไม่วิ่งกลับลงมาหาเส้น Medial Line อันแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง ถ้าเจอรูปแบบนี้ก็ให้สร้างเส้น Warning Line เพื่อเป็นแนวต้านในการกำหนดจุด Take Profit ได้เลยครับ


รูปบนแสดงการเคลื่อนไหวของราคาลักษณะ Channel โดยวิ่งอยู่ระหว่างเส้น Bottom Parallel Line และ Warning Line 1 อย่างไรก็ดีรูปแบบนี้ทำกำไรยากมากครับ (หากมองในมุมของ Trend Line Method)

รูปบนแสดงรูปแบบที่เหมาะสมในการทำกำไร กล่าวคือเราไม่สามารถรู้ได้ว่าราคาจะวิ่งลงอย่างรวดเร็วดังรูป แต่สิ่งที่เรารู้อย่างหนึ่งคือเราสามารถเข้า-ออกตามเส้น Warning Line ได้ โดยใช้หลักการ Break Out (ตัด, ทะลุ) คือเข้าเมื่อราคา Break Out เส้น Warning Line ออกเมื่อราคาเกือบชนเส้น Warning Line ถัดไป ลองพิจารณาตามรูปครับ

รูปบนเป็นการแนะนำการ สร้าง Pitchfork โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์หุ้น หากเราทราบหลักการแล้วการใช้โปรแกรมก็ไม่ใช่เรื่องยากลองขยับสักสองสามครั้ง ก็น่าจะเป็นแล้ว ในตัวอย่างผมใช้โปรแกรม Meta Trader V.4 ในการสร้าง ให้คลิกที่ Insert > Andrew’s Pitchfork เพื่อเรียกเครื่องมือออกมา จากนั้นคลิกที่จุด A และ B และ C ตามลำดับก็จะได้เครื่องมือ Pitchfork ส่วนเส้น Trigger Line ก็ใช้เครื่องมือ Trend Line ในการสร้างก็จะได้หน้าตาดังรูปบนครับ

ในตอนที่ 2 เรื่องการใช้งาน Pitchfork ก็จบเพียงเท่านี้ให้ฝึกสร้างและวิเคราะห์ให้คล่องแคล่วก็จะสามารถสังเกตสภาพ ตลาดแบบต่างๆได้เองครับ

Trend Line Method ยังไม่จบเท่านี้ติดตามต่อตอนหน้าครับ

advance elliott wave .com