Print
Category: course
Hits: 2883

 

 

แนวทางและเนื้อหาหลักสูตร

เนื้อหาของหลักสูตรผมจะแบ่งเป็น 2 Part (นักเรียนจะได้เรียนทั้ง 2 Part) ใน Part แรกจะเป็นส่วนของทฤษฎี Elliott Wave และใน Part ที่ 2 คือ Elliott Wave Real Time นักลงทุนบางท่านอาจยังไม่มีไอเดียในการใช้งานทฤษฎี Elliott Wave เพื่อซื้อขายจริง ผมจะแก้ไขปัญหาส่วนนี้ให้ครับ สำหรับเนื้อหาในส่วนของ Real Time นั้นดูได้ที่หัวข้อ Elliott Wave Real Time ครับ

 

เนื้อหา Advance Elliott Wave

 

1. Principle and Basic

 

2. Elliott Wave Pattern Mind Map

เริ่มต้นเรียนเรื่องรูปแบบก็ต้องมีแผนที่ของชุดรูปแบบ สำหรับแผนที่การเรียนรู้นี้จะมีอยู่ 2 แผ่น แผ่นแรกก็คือแผ่นของ Pattern วัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการจดจำ อีกแผ่นหนึ่งคือ Elliott Wave Real Time Mind Map วัตถุประสงค์ของแผนที่ฉบับนี้คือใช้นำทางในขั้นตอนการทำทฤษฎีมาประมวลผล (วิเคราะห์) เพื่อใช้ในการทำกำไร

 

3. Impulsion Rules (กฏของรูปแบบแนวโน้มแบบ 5 คลื่น) เรื่องของแนวโน้ม 5 คลื่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ราคาแนวโน้ม นักเรียนจะต้องรู้จักแนวโน้มชนิดนี้ (Impulsion 1-2-3-4-5) เพื่อแยกมันออกจากแนวโน้มแบบ Non Standard Correction (abc x abc 'x abc') เพื่อให้สามารถทำกำไรในแนวโน้มทั้ง 2 แบบได้

 

4. Fibonacci Relationship (Impulsion)

เรื่องของสัดส่วนราคาเป็นเรื่องสำคัญที่ผมจะเน้นเป็นพิเศษ เพราะถ้านักเรียนไม่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่สามารถเข้าทำกำไรในแต่ละคลื่นราคาได้เลย

และในเรื่องของสัดส่วนราคาเราจำเป็นจะต้องทราบขนาดของแรงเหวี่ยง ฉะนั้นในบทนี้เราจะข้ามไปทำความเข้าใจเรื่องของรูปแบบ Correction (หรือรูปแบบการสะสมตัวของราคานั่นเอง) เพราะรูปแบบ Correction แต่ละแบบจะให้ขนาดของเป้าหมายราคาที่แตกต่างกันออกไปตามขนาดของพลังที่พวกมันสะสมนั่นเอง เช่น Flat ขนาดเล็กให้เป้าเพียงแค่ 61.8% แต่ในขณะเดียวกัน Flat ขนาดใหญ่ให้เป้าหมายถึง 161.8% หรือรูปแบบ Strong B อย่างตระกูล Running กลับสร้างผลกระทบที่แตกต่างอย่างมากมายมหาศาลคือให้เป้าหมายถึง 261.8%, นอกจากนั้นก็ยังมี Correction ตระกูล Zigzag และ Triangle อีกด้วย เหล่านี้จะสร้างแรงเหวี่ยงและให้ราคาเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป

 

5. Standard Correction

 

6. Confirmation

ถ้าถามผมว่า "อะไรสำคัญที่สุด" ในทฤษฎี Elliott Wave ผมคงต้องว่าการ Confirm รูปแบบราคา หรือการเช็คการจบของรูปแบบราคานั่นเอง ทำไมเราต้องเช็คการจบ? ตอบว่าการเช็คการจบของรูปแบบราคาทำให้เราสามารถหาจุดเข้าซื้อ-ขายได้แม่นยำและปลอดภัยหวังผลได้มากที่สุดนั่นเอง ยกตัวอย่าง "เช็คการจบแนวโน้มก่อนหน้าเพื่อซื้อ-ขายในคลื่นแรก (1 หรือ A)" "เช็คการจบคลื่น 2 เพื่อซื้อ-ขายในคลื่น 3" "เช็คการจบคลื่น 4 เพื่อซื้อ-ขายในคลื่น 5" "เช็คการจบคลื่น B เพื่อซื้อ-ขายในคลื่น C" "เช็คการจบชุดรูปแบบ ABCX เพื่อซื้อ-ขายในรูปแบบ Nonstandard Correction" เป็นต้น

 

7. Time Rule

ในบทนี้เราจะเรียนเรื่องของการหาเป้าหมายในด้านเวลา เช่นเราคำนวณแล้วว่าราคาจะวิ่งไปที่ 100 บาท แต่เวลาล่ะกี่ชั่วโมงหรือกี่วัน (ที่จะวิ่งไปหาเป้า 100 บาท) ใช้วิธีใด้ในการคิดคำนวณ ก็ต้องมาดูที่กฏของเวลาครับ (Time Rule)

 

8. Complexity Level

บทนี้เราจะเริ่ม Advance กันมากขึ้น อันที่จริงผมไม่อยากใช้คำว่าซับซ้อนเลย ฟังดูมันยุ่งยากยังไงไม่รู้ เพราะที่จริงในระดับ Advance ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลย เป็นเพียงการนำความรู้ในระดับต้นๆ มาต่อยอดเพิ่มเติมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นเองครับ เนื้อหาในบทนี้ในขั้นตอนการใช้งานจริงจะไม่ถูกนำไปใช้ แต่เราต้องเรียนเพราะมันเป็น Concept เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของรูปแบบที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้นครับ

9. Nonstandard Correction

Nonstandard Correction คือการนำรูปแบบ Standard Correction มาเชื่อมต่อกันนั่นเองครับ (Flat, Zigzag, Triangle) หรือบางทีอาจจะเรียกว่ามันก็คือ Standard Correction นั่นล่ะ แต่มันไม่จบเพียงแค่นั้น กลับมี Standard Correction อีกตัว (หรือ 2 ตัว) มาเชื่อมต่อโดยมี X-wave เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Standard Correction ด้วยกัน พูดอย่างนี้ก็ไม่ผิดครับ

 

10. Fibonacci Relationship Nonstandard Correction Trend

หัวข้อนี้เราจะโฟกัสไปที่การหาเป้าหมายของ Nonstandard Correction ชนิดที่เป็นแนวโน้มครับ เพราะรูปแบบนี้เราจะเข้าไปอยู่ในตลาดเพื่อทำกำไร ฉะนั้นก็ต้องหาเป้าหมายในการทำกำไรให้ได้ครับ อีกจุดหนึ่งที่ผมเสริมเข้ามาก็คือ การหาจุดเริ่มต้นของการเกิดแนวโน้มแบบ Nonstandard Correction เมื่อไรที่เราจะเริ่มนับ a b c x a b c (x a b c) แล้วเข้าไปทำกำไร

 

11. Trend line (Channeling) for Nonstandard Correction Trend

เรื่องของเส้น Channel ผมจะโฟกัสที่รูปแบบ Nonstandard Correction ชนิดที่เป็นแนวโน้มเช่นกันครับ เพราะเส้นเทรนจะเป็นตัวตรวจสอบการจบรูปแบบ และนัยยะของการเกิดรูปแบบถัดไป

 

12. Power Rating Table

เรื่องนี้พูดถึงพลังที่ซ่อนอยู่ในชุดรูปแบบ Correction ทั้งส่วนที่เป็น Standard และ Nonstandard นอกจากนั้นยังพูดถึงค่า Retracement เมื่อชุดรูปแบบแต่ละแบบจบลงด้วย

 

13. Sub Divide Rule and Concept

เป็นกฏของ Degree หรือคลื่นในรอบใหญ่และรอบย่อย (จริงๆแล้วไม่ใช่กฏ) เนื้อหาในส่วนนี้ควรจะเรียกว่าแนวคิดหรือ Concept มากกว่าครับ

 

14. Where to start a count?

บทนี้เราจะมาฝึกหาจุดเริ่มต้นในการนับคลื่นกันครับ โดยส่วนใหญ่เราก็จะใช้จุดสูงสุด-ต่ำสุดเป็นจุดเริ่มต้นในการนับ นอกจากนั้นก็ยังมีบางรูปแบบที่ไม่สามารถจะใช้จุดสูงสุด-ต่ำสุดเริ่มต้นนับได้

 

15. Missing wave

เรื่องสุดท้ายก่อนที่จะไปเนื้อหา Real Time เราจะมาเรียนเรื่องของแนวคิดและรูปแบบที่มีปัญหาอย่าง Missing Wave กันครับ ส่วนวิธีการนำ Missing Wave มาใช้ประโยชน์เราจะไปเรียนกันในหัวข้อ Real Time ครับ